โครงการ พัฒนาศักยภาพ อสค.และ อสม.ปี 63.
พัฒนา อสม. สู่ อสม. หมอประจำบ้าน ปีงบประมาณ 63
ประชุม เพื่อพัฒนาระบบงานข้อมูลสารสนเทศ ปี 63
สสอ.ทำบุญวันเข้าวัด เพื่อพัฒนาจิตใจ ปี 63
สาธารณสุขอำเภอเมืองอุดรธานี ประกาศเจตนาณ์ ต่อต้านทุจริต

ทอนซิลอักเสบ

 ตั้งกระทู้ใหม่  เว็บบอร์ด

ทอนซิลอักเสบ


ทอนซิลอักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ  คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อของทอนซิลซึ่งเป็นต่อมคู่ข้างซ้ายและขวา (เป็นต่อมน้ำเหลืองในลำคอที่อยู่ด้านข้างใกล้กับโคนลิ้น มีหน้าที่ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ลำคอ เช่น จากอาหาร น้ำดื่ม และการหายใจ จัดเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่สำคัญ สามารถตัดออกได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะยังมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคออีกมากที่ทำหน้าที่นี้แทนได้) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ ส่วน “คออักเสบ”  นั้น มักใช้เรียกภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป ซึ่งบางครั้งภาวะทั้งสองนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้
 โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ”  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส”  ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้
การอักเสบของทอนซิล สามารถพบได้ทั้งการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งมักมีอาการรุนแรงกว่า แต่รักษาให้หายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ และการอักเสบเรื้อรังที่เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งจะมีอาการแต่ละครั้งน้อยกว่าชนิดเฉียบพลัน ซึ่งนิยามของทอนซิลอักเสบเรื้อรัง คือ ทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นอย่างน้อย 7 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 5 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 2 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 3 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 3 ปีที่ผ่านมา (ทอนซิลอักเสบเฉียบพลันหากเป็นบ่อย ๆ ทอนซิลจะโตขึ้น แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันแบบเป็น ๆ หาย ๆ ได้ ซึ่งการที่ทอนซิลโตขึ้นนี้จะทำให้เกิดร่องหรือซอก ซึ่งจะทำให้มีเศษอาหารเข้าไปตกค้างได้ง่าย และอาจทำให้เกิดการอักเสบยืดเยื้อออกไป)
เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ  ทอนซิลอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้บ่อยในเด็กอายุก่อน 10 ปี (เพราะหลังจาก 10 ปีไปแล้ว ต่อมทอนซิลจะทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลย) และในผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปีก็ยังอาจเป็นโรคนี้กันได้อยู่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่วัยกลางคนไปแล้ว ส่วนโอกาสในการเกิดทั้งในเพศชายและเพศหญิงมีเท่ากัน (ในเด็กก่อนวัยเรียนมักเกิดจากเชื้อไวรัส และติดต่อกันได้ง่าย เพราะไม่รู้จักป้องกัน ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย)


สนับสนุนบทความโดย psthai888


เว็บ สล็อตออนไลน์ ที่ดีที่สุด


สาเหตุทอนซิลอักเสบ

ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งเชื้อไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิด มีบางส่วนประมาณ 15-20% เกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และอีกประมาณ 5% เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
เชื้อจะมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อกันได้โดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือติดต่อโดยการสัมผัสมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า) หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับในโรคไข้หวัดทั่วไปและในโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อนิ้วมือที่แปดเปื้อนเชื้อสัมผัสกับปากหรือจมูก เชื้อก็จะเข้าไปในคอหอยและทอนซิล
สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญ คือ เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ  ที่ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง  ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี และอาจพบได้บ้างประปรายเป็นครั้งคราวในผู้ใหญ่ แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคนี้อาจติดต่อในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ในบ้าน ที่ทำงาน หอพัก โรงเรียน เป็นต้น


อาการทอนซิลอักเสบ


ทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่จะไม่เจ็บมากขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการหวัด ไอ คัดจมูก มีน้ำมูกใสแต่ไม่มาก เสียงแหบ มีไข้ไม่สูงมาก ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง (เยื่อตาขาวอักเสบ) และบางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วยผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ ทอนซิลทั้งสองข้างอาจโตเล็กน้อย ซึ่งมักจะมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน
 ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารได้ลำบาก ร่วมกับมีอาการไข้สูงมากกว่า 38.3 องศาเซลเซียสเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีกลิ่นปาก และอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หู (เพราะการอักเสบของคอมักส่งผลถึงการอักเสบของหู เนื่องจากเป็นอวัยวะที่ติดต่อถึงกันได้จากหูชั้นกลางซึ่งมีท่อเช่ือมต่อกับลำคอ) บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการติดเชื้อจากเชื้อไวรัสทอนซิลทั้งสองข้างมีลักษณะบวมโต สีแดงจัด และมักมีแผ่นหรือจุดหนองขาว ๆ เหลือง ๆ ติดอยู่บนทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย นอกจากนี้ยังอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอด้านหน้าหรือใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ

 แสดงความคิดเห็น
ใส่ตัวอักษรตามที่เห็นด้านบน
 สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ค้นหาบทความ